สถานการณ์ภัยแล้งปี 2568/69 พื้นที่ไหนวิกฤต เกษตรกรขอความช่วยเหลืออย่างไร

ภัยแล้งปี 2568/69 พื้นที่ไหนวิกฤต เกษตรกรขอความช่วยเหลืออย่างไร

ภัยแล้งปี 2568/69 พื้นที่ไหนวิกฤต เกษตรกรขอความช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง

อัปเดตสถานการณ์น้ำ พื้นที่เสี่ยง มาตรการรัฐ และขั้นตอนขอรับเงินเยียวยา ฉบับเข้าใจง่าย ใช้งานได้จริง

ปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดตราด อ่างเก็บน้ำเขาระกำเหลือน้ำใช้เพียง 30% จากความจุทั้งหมด ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี เกษตรกรบางรายต้องซื้อน้ำเข้าสวนในราคาเที่ยวละ 10,000 บาท ซึ่งพอหล่อเลี้ยงต้นไม้ได้เพียงวันเดียว นี่คือภาพสะท้อนของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 และมีแนวโน้มจะรุนแรงต่อเนื่องจากอิทธิพลของเอลนีโญ

บทความนี้รวบรวมข้อมูลล่าสุดว่าพื้นที่ไหนได้รับผลกระทบหนักที่สุด รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลืออะไรบ้าง และเกษตรกรต้องทำอะไรเพื่อไม่พลาดสิทธิ์รับเงินเยียวยา

ทำไมภัยแล้งปีนี้ถึงน่าจับตาเป็นพิเศษ

ทุกปีในช่วงกลางเดือนมกราคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม พื้นที่ส่วนใหญ่ของไทยจะเข้าสู่ฤดูแล้งตามปกติ แต่ปี 2568/69 มีปัจจัยเพิ่มเติมคือปรากฏการณ์เอลนีโญที่นักวิชาการด้านภูมิอากาศประเมินว่ากำลังทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ฝนในช่วงฤดูฝนปี 2569 มีแนวโน้มตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่จะเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งปีถัดไปก็จะยิ่งน้อยลงตามไปด้วย

ข้อมูลปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ กลางเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 42,866 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 56% ของความจุอ่างฯ ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย นั่นหมายความว่าเกษตรกรในพื้นที่นอกเขตชลประทานยังต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของน้ำต่อไป

พื้นที่ไหนได้รับผลกระทบหนักที่สุด

จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย เมื่อประมวลสถิติการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งย้อนหลัง 5 ปี พบว่ามีจังหวัดที่เคยประกาศเขตช่วยเหลือรวมประมาณ 40 จังหวัดทั่วประเทศ และมีการจัดระดับความเสี่ยงพื้นที่ไว้ดังนี้

  • พื้นที่เสี่ยงสูงมาก: หมู่บ้านในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ประกาศเขตช่วยเหลือซ้ำต่อเนื่องถึง 5 ครั้งในรอบ 5 ปี
  • พื้นที่เสี่ยงสูง: หมู่บ้านในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชลบุรี
  • พื้นที่เสี่ยงปานกลาง: หมู่บ้านในจังหวัดเพชรบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์

ส่วนความเสียหายด้านพืชที่สำรวจพบจริงในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา กระจายอยู่ใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช โดยมีเกษตรกรได้รับผลกระทบกว่า 4,000 ราย พื้นที่เสียหายรวมหลายพันไร่ ส่วนใหญ่เป็นไม้ผลไม้ยืนต้นที่ใช้เวลาปลูกนานและฟื้นตัวยากกว่าพืชล้มลุก

ภาคตะวันออกก็เป็นอีกจุดที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะจังหวัดตราด ซึ่งอ่างเก็บน้ำเขาระกำที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรในอำเภอแหลมงอบและอำเภอเมืองประสบภาวะแห้งขอดหนักสุดในรอบ 11 ปี สาเหตุหลักมาจากการเก็บกักน้ำปลายฤดูก่อนหน้าขาดหายไปหลายล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าปกติ

รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลืออะไรบ้าง

1. สั่งการเชิงนโยบายถึงทุกจังหวัด

กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมแผนเผชิญเหตุ สำรองน้ำอุปโภคบริโภค และจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ตนเอง หากเกินขีดความสามารถของท้องถิ่นสามารถร้องขอการสนับสนุนเครื่องจักรกล เช่น เครื่องสูบน้ำระยะไกล รถผลิตน้ำดื่ม และรถบรรทุกน้ำ จากส่วนกลางได้ทันที

2. ปฏิบัติการฝนหลวง

หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงได้ขึ้นบินช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรกว่า 33 จังหวัดในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 รวมกว่า 400 เที่ยวบิน เพื่อเติมน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้ ลดความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันไปพร้อมกัน

3. เงินเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปรับเพิ่มอัตราเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติปี 2569 ให้สะท้อนต้นทุนการผลิตจริงมากขึ้น โดยอัตราใหม่มีดังนี้

  • นาข้าว: 2,240 บาทต่อไร่
  • พืชไร่: 3,180 บาทต่อไร่
  • ไม้ผลไม้ยืนต้น: 6,800 บาทต่อไร่

ตัวเลขนี้เป็นอัตราเยียวยาความเสียหาย ไม่ใช่เงินชดเชยรายได้เต็มจำนวน จึงควรวางแผนสำรองน้ำและกระจายความเสี่ยงของพืชปลูกควบคู่ไปด้วย

เกษตรกรต้องทำอะไรบ้างเพื่อไม่พลาดสิทธิ์ช่วยเหลือ

เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือการขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน เพราะหน่วยงานรัฐจะใช้ข้อมูลนี้เป็นฐานในการจ่ายเงินเยียวยาเมื่อเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งหรือน้ำท่วม ขั้นตอนหลักมีดังนี้

  1. แจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรหลังปลูกพืชแล้วอย่างน้อย 15 วัน
  2. เลือกช่องทางที่สะดวก ได้แก่ แอปพลิเคชัน Farmbook (รองรับทั้ง iOS และ Android) เว็บไซต์ e-Form สำหรับลงทะเบียนออนไลน์ หรือติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่โดยตรง
  3. ตรวจสอบว่าข้อมูลแปลงปลูก ชนิดพืช และจำนวนไร่ตรงกับสภาพจริง เพราะข้อมูลคลาดเคลื่อนอาจทำให้ได้รับเงินช่วยเหลือล่าช้าหรือไม่ครบถ้วน
  4. หากเกิดความเสียหายจริง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอหรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน THAI DISASTER ALERT หรือสายด่วน ปภ. 1784 เพื่อให้มีการสำรวจความเสียหายและตั้งเรื่องขอเงินช่วยเหลือ
  5. ตรวจสอบสถานะการขึ้นทะเบียนเกษตรกรของตนเองผ่านแอป Farmbook หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ
  6. สำรวจแหล่งน้ำสำรองในแปลงปลูกของตนเอง และวางแผนเพิ่มระบบกักเก็บน้ำหากยังพึ่งพาแหล่งน้ำเดียว
  7. ติดตามประกาศเขตให้ความช่วยเหลือของจังหวัดตนเองผ่านเว็บไซต์ ปภ. หรือประชาสัมพันธ์จังหวัดอย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างจากพื้นที่จริง: บทเรียนจากตราด

กรณีอ่างเก็บน้ำเขาระกำที่จังหวัดตราดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทำไมการวางแผนน้ำล่วงหน้าถึงสำคัญกว่าการรอความช่วยเหลือหลังเกิดภัย เกษตรกรในพื้นที่ตำบลน้ำเชี่ยวและตำบลหนองโสนต้องแบกภาระต้นทุนซื้อน้ำที่สูงกว่าปกติหลายเท่า ขณะที่หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งนำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่มาผันน้ำช่วยเหลือเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

บทเรียนสำคัญคือสวนหรือแปลงปลูกที่พึ่งพาแหล่งน้ำเดียว โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่ไม่มีระบบสำรอง มีความเสี่ยงสูงเมื่อเจอปีที่ฝนน้อยติดต่อกัน การมีบ่อพักน้ำในไร่ ระบบให้น้ำแบบประหยัด เช่น น้ำหยดหรือสปริงเกลอร์ และการปลูกพืชหลากหลายชนิดที่ใช้น้ำต่างระดับกัน จะช่วยลดความเสียหายเมื่อเกิดสถานการณ์คล้ายกันในอนาคต

ข้อควรระวัง

  • เงินเยียวยาจากรัฐมีเพดานตามอัตราที่กำหนด อาจไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด โดยเฉพาะไม้ผลไม้ยืนต้นที่ใช้เวลาปลูกหลายปีกว่าจะให้ผลผลิต
  • การขึ้นทะเบียนเกษตรกรมีรอบเวลาและเงื่อนไขเฉพาะ ควรตรวจสอบกับสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะรายละเอียดอาจปรับเปลี่ยนได้ในแต่ละปี
  • สถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเปลี่ยนแปลงได้ตลอดฤดู ควรติดตามประกาศของกรมชลประทานและกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด แทนการอ้างอิงข้อมูลเก่า

สรุปและภัยแล้งปี 2568/2569 

ภัยแล้งปี 2568/69 มีแนวโน้มรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยจากอิทธิพลของเอลนีโญ พื้นที่เสี่ยงสูงยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันตกและภาคตะวันออกบางส่วน โดยเฉพาะประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี และตราด รัฐบาลมีทั้งมาตรการเชิงป้องกันอย่างฝนหลวงและการสำรองเครื่องจักรกล รวมถึงเงินเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายจริง แต่เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเสมอ

 

ทรัพย์เกษตรอินเตอร์ — เกษตรกรไทย สู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืนสินค้าเกษตรคุณภาพ | คลังความรู้เกษตร | ปรึกษาฟรีผ่าน LINE

หมวด: สินค้าและอุปกรณ์การเกษตร  |  LINE: sapkasetinter  |  Facebook: sapkasetinter